แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิสราเอล(ยิว) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิสราเอล(ยิว) แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

ไทม์ไลน์การก่อตั้งรัฐอิสราเอล [4] ::: สงครามโลกครั้งที่ 2 :::



::: สงครามโลกครั้งที่ 2 :::

ปี 1939-1945 [2482-2488]
- เกิดเหตุการณ์พันธุฆาตหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์(The Holocaust)ชาวยิวกว่า 6 ล้านคน โดยกองทัพนาซีและฝ่ายสนับสนุน ซึ่งออกคำสั่งโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

ปี 1939 [2482]
- ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษกับไซออนิสต์ก็ยิ่งดำเนินนโยบายสวนทางกันหนักขึ้น เพราะไซออนิสต์อยากให้ชาวยิวเข้าไปตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์ ขณะที่อังกฤษพยายามขัดขวาง เนื่องจากเห็นว่าการหลั่งไหลเข้าไปของชาวยิวจะคุกคามต่อเสถียรภาพในภูมิภาคนั้น

ถึงแม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไซออนิสต์กับอังกฤษจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เดวิด เบน-กูเรียน ผู้นำชาวยิวไซออนิสต์ พยายามโน้มน้าวให้ชาวยิวร่วมรบกับกองทัพอังกฤษต่อสู้กับฮิตเลอร์ โดยประกาศในนามองค์การชาวยิวว่า “เราจะช่วยอังกฤษสู้ในสงครามครั้งนี้ เสมือนหนึ่งว่าไม่มีสมุดปกขาว และเราจะสู้กับสมุดปกขาว เสมือนหนึ่งว่าไม่มีสงคราม”

ปี 1940-1942 [2483-2485]
- ความพยายามของอังกฤษที่จะกีดกันการอพยพของชาวยิวในยุโรปสู่ปาเลสไตน์ นำไปสู่การจมเรือของผู้อพยพชาวยิว 2 ลำ คือ Patria แพตเรีย (พฤศจิกายน 1940) กับ Struma สตรูมา (กุมภาพันธ์ 1942)

ปี 1944 [2487]
- ขบวนการใต้ดินปีกขวาของชาวยิวในชื่อ Irgun Zvai Leumi (เออร์กุน ซวาอี ลูมี) ภายใต้การนำของ Menachem Begin (เมนาค์เฮม เบกิน) กับกลุ่มก่อการร้าย LEHI (เลฮี) หรือ “นักรบเพื่อ อิสรภาพของอิสราเอล” ได้เปิดฉากโจมตีอังกฤษอย่างหนักเพื่อเป็นการตอบโต้ และจบลงด้วยการสังหาร Lord Moyne (ลอร์ด มอยน์) รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ ด้วยฝีมือของสมาชิกกลุ่มเลฮี 2 คนในเดือนพฤศจิกายน 1944

ปี 1945 [2488]
- สันนิบาตอาหรับ ได้ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม 1945 และแต่งตั้งคณะกรรมการอาหรับ (Arab Higher Committee) ซึ่งประกอบ ด้วยบรรดาผู้นำชาวปาเลสไตน์ขึ้นเป็นปากเสียงแทนชาวอาหรับปาเลสไตน์

::: 2 กันยายน 1945 สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ :::

- ประธานาธิบดี แฮรี่ เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) ของสหรัฐ ได้ออกหน้าขอร้องให้นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ คลีเมนต์ แอตต์ลี (Clement Attlee) ช่วยรับชาวยิวผู้รอดชีวิต 100,000 คนเข้าไปอาศัยในปาเลสไตน์ และในเดือนธันวาคม วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐ ได้ร้องขอให้มีการรับชาวยิวไม่จำกัดจำนวน เข้าไปอยู่ในปาเลสไตน์เท่าที่ศักยภาพทางเศรษฐกิจของดินแดนนั้นจะรองรับได้ ท่าทีของทรูแมนเป็นการส่งสัญญาณว่า ต่อไปนี้ สหรัฐจะขอเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอนาคตของปาเลสไตน์ด้วย

ไทม์ไลน์การก่อตั้งรัฐอิสราเอล [3] ::: หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 :::



::: หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 :::

ปี 1925 [2468]
- มีการก่อตั้งกลุ่มไซออนิสต์ใหม่ (Revisionist Zionists) นำโดย Vladimir Jabotinsky (วลาดิมีร์ ยาโบทินสกี) โดยมีเป้าหมายที่จะก่อตั้งรัฐของชาวยิวในดินแดนทั้งหมดของปาเลสไตน์ (ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำจอร์แดน) จึงได้จัดตั้งกองกำลังของตนขึ้น ซึ่งพร้อมจะห้ำหั่นชาวอาหรับทุกเมื่อหากขัดขวางความปรารถนา

ปี 1924-1928 [2467-2471]
- ชาวยิวชุดที่ 4 อพยพเข้าดินแดนปาเลสไตน์ (Fourth Aliya) จำนวน 80,000 คน ครึ่งหนึ่งเป็นชาวโปแลนด์

ปี 1929 [2472]
- ชาวยิวรู้ดีว่าเมื่อการปกครองแบบอาณัติสิ้นสุดลง อนาคตของภูมิภาคนี้จะถูกตัดสินด้วยขนาดของประชากรและกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ชาวยิวจึงพยายามอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานและซื้อที่ดิน ขณะที่ชาวอาหรับก็พยายามชะลอหรือยับยั้งการกระทำทั้งสองอย่างนี้

ปี 1936 [2479]
- ชาวอาหรับปาเลสไตน์ลุกขึ้นมาต่อต้านการเพิ่มจำนวนอย่างมากมายของชาวยิว

ปี 1937 [2480]
- รัฐบาลอังกฤษได้ส่ง Lord Robert Peel (ลอร์ด โรเบิร์ต พีล) เข้าสอบสวนสถานการณ์รุนแรงซึ่งได้รายงานว่า สาเหตุเกิดจากความปรารถนาของชาวอาหรับที่จะได้เอกราช และความหวั่นเกรงต่อการอพยพของชาวยิวเข้าสู่ปาเลสไตน์ รายงานชี้ว่า ระบบการปกครองแบบอาณัติใช้ไม่ได้ผล และพันธกิจของอังกฤษต่อชาวอาหรับกับชาวยิวก็ไปด้วยกันไม่ได้ “ต่างฝ่ายต่างถูกทั้งคู่” จึงเสนอให้แบ่งดินแดนปาเลสไตน์เป็นส่วน ๆ นับเป็นครั้งแรกที่อังกฤษพูดชัดเจนถึงการมีรัฐยิว

นอกจากคณะกรรมการสอบสวนชุดนี้จะจัดสรรพื้นที่รัฐยิวให้ในขนาดที่ใหญ่กว่าการถือครองที่ดินของชาวยิวในเวลานั้นแล้ว ยังได้เสนอให้อพยพชาวอาหรับออกจากเขตที่จะให้เป็นรัฐยิวด้วย ผลก็คือยิ่งทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ฝ่ายไซออนนิสต์ต่างผนึกกำลังกันภายใต้การนำของ David Ben-Gurion (เดวิด เบน-กูเรียน) และกองกำลังฮากานาห์ก็ได้รับอนุญาตให้ติดอาวุธตนเองได้ กองกำลังนี้ได้ร่วมมือกับอังกฤษโจมตีชาวอาหรับ

ไทม์ไลน์การก่อตั้งรัฐอิสราเอล [2] ::: สงครามโลกครั้งที่ 1 :::



 ::: สงครามโลกครั้งที่ 1 :::

ปี 1914 [2457]
- สงครามโลกครั้งที่ 1 Chaim Weizmann (คาอิม ไวซ์มันน์) นักเคมีชาวยิวสมาชิกกลุ่มไซออนิสต์ (ประธานองค์กรไซออนิสต์โลก 2 สมัย และประธานาธิบดีคนแรกของอิสราเอล) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด ได้ทำการคิดค้นดินระเบิดประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถผลิตเองได้โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่าย ก่อนหน้านั้นกองทัพอังกฤษใช้ดินระเบิดคอร์ไดท์ ซึ่งอังกฤษผลิตเองได้แต่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบสำคัญคือ อาซีโทน (Acetone) โดยจำเป็นต้องสั่งเข้าจากเยอรมันซึ่งเป็นคู่สงคราม เมื่อไม่มีวัตถุดิบ อังกฤษจึงประสบปัญหาใหญ่ในการทำสงคราม จนกระทั่งได้ ดร.คาอิม มาช่วย

*** ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เราจะเห็นแผนการอันแยบยลของไวซ์มันน์ ที่ยอมช่วยเหลืออังกฤษ(ฝ่ายพันธมิตร) และสามารถโน้มน้าวอังกฤษจนนำไปสู่คำประกาศบัลฟอร์ ที่เอื้อต่อการเกิดรัฐยิวขึ้นในปาเลสไตน์ (Jewish National Home in Palestine)

ไทม์ไลน์การก่อตั้งรัฐอิสราเอล [1] ::: ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 :::


::: ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 :::

ปี 1825 [2368]
- Mordecai Manuel Noah (มอร์ดีไค มานูเอล โนอาห์) ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว นำเสนอ(ที่ Grand Island นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา)ให้ชาวยิวจากทั่วโลกร่วมกันจัดตั้งรัฐยิว

ปี 1839 [2382]
- Sir Moses H. Montefiore (เซอร์ โมเสส มองเตฟิออเร) ชาวยิวอังกฤษ ยื่นข้อเสนอต่อผู้ดูแลอียิปต์ มุหัมมัด อะลีย์ บาชา ขอเช่าพื้นที่ในดินแดนปาเลสไตน์ 50 ปี เพื่อตั้งนิคมยิว

ปี 1862 [2405]
- Moses Hess (โมเสส เฮสส์) ชาวยิวเยอรมันเขียนหนังสือ “โรมและเยรูซาเล็ม” เป็นจุดเริ่มแนวคิดชาตินิยมยิว

ปี 1880 [2423]
- เกิดกระแสต่อต้านชาวยิว กระตุ้นให้ชาวยุโรปเชื้อสายยิวเริ่มคิดถึง “ดินแดนแห่งพันธสัญญา” ของพวกตนในปาเลสไตน์

ปี 1881 [2424]
- นักศึกษาชาวยิวรัสเซียจัดตั้งขบวนการนักศึกษาชื่อ “BILU” เรียกร้องชาวยิวกลับสู่ปาเลสไตน์ เกิดยิวอพยพกลุ่มแรกสู่ปาเลสไตน์

หลังจากซาร์ อเล็กซานเดอร์ ที่ 2 (The Czar Alexander II) แห่งจักรวรรดิรัสเซียเสียชีวิตจากการลอบปลงพระชนม์ ผลชันสูตรศพมีการกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือลอบสังหารของชาวยิว พร้อมกับกระแสต่อต้านยิวในยุโรปตะวันออก และการลิดรอนและจำกัดจำนวนสิทธิของชาวยิวในการตั้งรกถิ่นฐานในรัสเซีย (The Pale of Settlement) เป็นสาเหตุให้เกิดการจัดตั้งขบวนการ “คนรักไซออน” (Hibbat Zion) และขบวนการ"บิลู" (Bilu) ขึ้นมา

*** จึงเกิดการอพยพของยิวครั้งแรก(1st Aliya) ในช่วงปี 1882-1903 ส่วนมากได้อพยพเข้าอเมริกา(ประมาณ 2-3 ล้านคน เนื่องจากโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจของที่นั่นมีสูง) อีกประมาณ 25,000 คน ได้อพยพเข้าปาเลสไตน์ (ที่ยังอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมาน)

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

P&G (Procter & Gamble)



พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (อังกฤษ: Procter & Gamble; NYSE: หรือ P&G) เป็นบริษัทข้ามชาติผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจากสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามที่เราจักกันดี อาทิ เช่น แชมพูเฮดแอนด์โชว์เดอร์ ,เฮอร์เบิล เอสเซนท์ ,แพนทีน ,Ponds Olay , ยาสีฟัน Oral B, ผ้าอ้อมเด็ก Pampers , มีดโกน Gillette ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น น้ำยาปรับผ้านุ่ม ดาวนี่(downy) , เสื้อผ้าแบรนด์ Lacoste และถ่าน ดูราเซล (Duracell) และมันฝรั่งทอดฟิงเกิลส์(Pringles) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซินซินแนติ รัฐโอไฮโอ

Proctor & Gamble เป็นลูกค้ารายสำคัญของบริษัท Avgol (ขายวัตถุดิบสำหรับผ้าอนามัยและผ้าอ้อมเด็ก) ซึ่งมีโรงงานอยู่ที่อเมริกา รัสเซีย จีน และมีโรงงานอีกแห่งหนึ่งบริเวณเขตอุตสาหกรรม Barkan ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อิสราเอลยึดครองในเขตเวสแบงค์

Proctor & Gamble ได้เรียกอิสราเอลว่า การเริ่มต้นประชาชาติ อันแสดงถึงการเห็นด้วยในการสร้างชาติและประเทศอิสราเอลขึ้น ยังได้สนับสนุนทางการเงินให้แก่องค์กรหลายองค์กรของอิสราเอล มีการสร้างองค์กรที่เรียกว่า บ้านแห่งนวัตกรรม อิสราเอล :Israel House of Innovation (IHI) ได้ถูกสร้างหลังจากที่ CEO Bob McDonald ได้เสียชีวิตไป 5 ปี ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญอย่างยิ่งของการสร้างองค์กรนี้ก็เพื่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง P&G กับผู้คิดค้นผลิตนวัตกรรมใหม่กับอิสราเอล อีกทั้งยังมีการลงทุนร่วมกันในอิสราเอลเกี่ยวกับการพัฒนาและค้นคว้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายพันล้านเหรียญ

นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ให้บอยคอตเครือ P&G เพราะนำสัตว์มาทดลองอีกด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.stopdebezetting.com/boycot-divestment-sanctions-bds/palestina-boycott-facts-figures.html
http://th.m.wikipedia.org/wiki/พรอคเตอร์_แอนด์_แกมเบิล
http://www.buycottisrael.com/blog/procter-gamble-explains-why-israel-is-the-startup-nation/

มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ (Marks & Spencer)


มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ ( Marks and Spencer ) บริษัทที่ทรงพลังมากที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ อายุกว่า 125 ปี มีสาขามากกว่า 900 สาขาทั่วโลก คนไทยส่วนใหญ่รู้จักแบรนด์นี้ในผลิตภัณฑ์ประเภทเสื้อผ้า, ชุดชั้นใน,รองเท้า,เครื่องสำอาง,อาหารและขนมขบเคียวสไตล์อังกฤษ ฯลฯ

ตำนานของ มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ หรือที่รู้จักอีกชื่อว่า เอ็มแอนด์เอส เริ่มตั้งแต่ปี 1884 เกิดขึ้นจากการร่วมหุ้นกันระหว่าง ไมเคิล มาร์ค ซึ่งเป็นชาวยิวโปแลนด์เชื้อสายรัสเซียที่อพยพมายังอังกฤษ และทอม สเปนเซอร์ ก่อเกิดเป็นตำนานมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ กระทั่งทั้งสองเสียชีวิตลง ทายาทจึงเข้าดำเนินกิจการแทน โดย ไซมอน มาร์ค ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทแทนบิดา และเริ่มขยายกิจการเข้าสู่ลอนดอน จนกลายเป็นร้านค้าขนาดใหญ่และแผ่อาณาเขตไปทั่วอังกฤษ ก่อนที่จะขยายวงกว้างไปยังทวีปยุโรปและกระจายสาขาไปทั่วโลกในเวลาต่อมา

ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอล

นอกจากบริษัทมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ จะจำหน่ายสินค้าในอิสราเอลบนพื้นที่ที่ยิวยึดครองไปจากมุสลิมแล้ว ยังมีหลักฐานจากหนังสือของบริษัทมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ว่า บริษัทนี้มีความเชื่อมโยงกับไซออนิสต์โดยลอร์ด มาร์คัส เซียฟ ซึ่งเป็นยิวประธานของบริษัทได้ระบุไว้ว่า “วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของบริษัทก็คือช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของอิสราเอล” ทั้งนี้เนื่องจากเซียฟมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับผู้นำไซออนิสต์อย่างไชม์ ไวซแมนน์ เป็นอย่างมาก และเชียฟเองก็เคยเข้าร่วมกับกองทัพอิสราเอล ทั้งยังช่วยประสานงานให้บริษัทมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์สนับสนุนอิสราเอล

ในปี 1998 มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ ได้รับรางวัล “จูบะลี อวอร์ด” จากนาย เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดที่ทางการอิสราเอลมอบให้กับบรรดาบุคคลและองค์กรที่เสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับอิสราเอล

ปี 2000 มีรายงานว่ามาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์สนับสนุนทางด้านการค้ากับอิสราเอลประมาณ 233 ล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปี และเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศอังกฤษเคยยกย่องบริษัทมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ว่าเป็นบริษัทที่สนับสนุนประเทศอิสราเอล


แหล่งข้อมูลอ้างอิง http://www.inminds.co.uk/boycott-marks-and-spencer.html
http://www.themodernreligion.com/jihad/m-s.html 
http://en.wikipedia.org/wiki/Marcus_Sieff,_Baron_Sieff_of_Brimpton

ที่มา สารมุสลีมะฮ

เครื่องสำอางเอสเต ลอเดอร์ (ESTÉE LAUDER)


Boycott ESTÉE LAUDER บริษัทเครื่องสำอางค์ยิวไซออนิสต์หัวรุนแรง

บริษัทเครื่องสำอางยักษ์ระดับโลกของประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งเมื่อปี 1946 โดยเอสเต ลอเดอร์ สตรีชาวอเมริกันเชื้อสายยิว ปัจจุบันบริษัทเอสเต ลอเดอร์เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว, เครื่องสำอาง, น้ำหอม และผลิตภัณฑ์บำรุงผม มีสินค้าจำหน่ายใน 130 ประเทศ ทุกทวีปทั่วโลก ภายใต้ยี่ห้อหลากหลาย อาทิ เอสเต ลอเดอร์, อรามิส, คลินิกข์, เพรสคริปทีฟส์, ออริจินส์, แมค, ลาแมร์, บ๊อบบี้ บราวน์, ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์, ดอนน่า คาราน, อเวด้า, สติลล่า, โจ มาโลน, บัมเบิ้ลแอนด์บัมเบิ้ล, ดาร์ฟีน ปารีส, ไมเคิล คอร์ส และโรดานแอนด์ฟิลส์

สำหรับประเทศไทย ได้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและน้ำหอมหลากหลายยี่ห้อภายใต้บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสาขาของเอสเต ลอเดอร์ คอมพานี อิงค์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเปิดดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2534

ความสัมพันธ์กับอิสราเอล

ปัจจุบันบริษัทเอสเต ลอเดอร์ก็ยังถูกควบคุมการบริหารโดยตระกูลลอเดอร์ จะเรียกว่าเป็นบริษัทของยิวเลยก็ว่าได้ และหนึ่งในผู้บริหารอย่าง นายโรนัลด์ ลอเดอร์ ผู้เป็นลูกชายคนเล็กของเอสเต ลอเดอร์ ก็ประกาศอยู่ข้างอิสราเอลอย่างชัดเจน ทั้งนี้นายโรนัลด์ ลอเดอร์ เคยได้ดำรงตำแหน่งประธานของการประชุมกลุ่มผู้นำองค์กรของชาวอเมริกันเชื้อสายยิว ในปี 2001 และเป็นประธานกองทุนชาวยิวแห่งชาติ (JNF) ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของรัฐบาลโดยมีหน้าที่หลักคือทำให้การแย่งชิงดินแดนจากชาวปาเลสไตน์ของอิสราเอลเป็นสิ่งถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

นายโรนัลด์ ลอเดอร์ เป็นไซออนิสต์หัวรุนแรง เขาเคยเข้าพบนายเอเรียล ชารอน และบอกว่าชาวอเมริกันเชื้อสายยิวหลายคนสนับสนุนและพร้อมที่จะช่วยเหลือชารอน โดยเขากล่าว“ฉันไม่เคยเห็นกลุ่มยิวอเมริกันสามัคคีกลมเกลียวกันเช่นนี้มานาน จนกระทั่งวันนี้”

มุสลิมอเมริกันประกาศคว่ำบาตร

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2001 กลุ่มมุสลิมอเมริกันเพื่อเยรูซาเล็ม(AMJ) เป็นแกนนำออกมาเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่อย่าง เอสเต ลอเดอร์ การเรียกร้องครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ โรนัลด์ ลอเดอร์กำลังดำรงตำแหน่งประธานบริษัทระหว่างประเทศซึ่งสนับสนุนความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปาเลสไตน์ คอลิด ฏุรอนียฺ กรรมการบริหารกลุ่มมุสลิมอเมริกันเพื่อเยรูซาเล็ม กล่าวว่า “การคว่ำบาตรเอสเต ลอเดอร์จะสร้างความกระจ่างให้กับประชาชนในการที่จะปฏิเสธการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลอิสราเอลที่มุ่งสร้างความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชน”

ในเดือนมกราคม ลอว์เดอร์เป็นตัวชูโรงสำคัญจากอเมริกาในการชุมนุมที่เยรูซาเล็ม ซึ่งมีขึ้นเพื่อต่อต้านการพิจารณาการต่อรองสินค้าในเยรูซาเล็ม ลอว์เดอร์ได้ขึ้นปราศรัยต่อหน้าชาวอิสราเอล 300,000 คน ที่ประตูของอัล-ฮะรอม อัช-ชะรีฟ(บริเวณที่ตั้งของมัสญิดอัล-อักซอ 1 ใน 3 ศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของมุสลิม) ท่ามกลางผู้ต่อต้านบางคนที่พยายามจะห้ามไม่ให้เขาเข้าไปสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น คำปราศรัยของโรนัลด์ ลอว์เดอร์นี้มีขึ้นขณะที่รัฐบาลอิสราเอลกำลังดำเนินมาตรการเพื่อกีดกันการเข้ามาของประชากรชาวปาเลสไตน์

ในสหรัฐฯ ลอว์เดอร์ได้แสดงให้เห็นความต้องการที่แท้จริงของเขาอย่างเปิดเผย ด้วยการสนับสนุนการหาแผ่นดินเกิดและกลับเข้าประเทศของยิวอย่างบ้าคลั่ง นอกจากนั้นเขายังแสดงความเห็นคัดค้านการอนุญาตให้ผู้อพยพชาวปาเลสไตน์กลับสู่บ้านเกิดอีกด้วย

“สำหรับอิสราเอล การอนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์กลับเข้ามา นับเป็นการฆ่าตัวตายระดับชาติ” ลอว์เดอร์กล่าวปราศรัยต่อสาธารณชนในเดือนกันยายน

ในขณะที่ฏุรอนียฺกรรมการบริหารกลุ่มมุสลิมอเมริกันเพื่อเยรูซาเล็มได้วิเคราะห์จุดยืนของลอว์เดอร์ว่า “การคัดค้านการอพยพกลับประเทศของชาวปาเลสไตน์ของลอว์เดอร์ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นสถานะที่ชัดเจนของความเป็นยิวในตัวเขา”
 
แหล่งข้อมูลอ้างอิง

http://en.wikipedia.org/wiki/Ronald_Lauder#Jewish_and_Zionist_efforts

http://www.inminds.com/boycott-estee-lauder.html



ที่มา สารมุสลีมะฮ

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คิมเบอลี่-คล๊าค (Kimberly Clark)


คิมเบอลี่ คล๊าค (Kimberly-clarck) บริษัทเก่าแก่ของอเมริกา อายุ 136 ปี ยอดจำหน่ายกว่า 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จนเป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือนและส่วนบุคคลรายใหญ่ที่สุดในอเมริกา และเป็นผู้ผลิตกระดาษชำระรายใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก ภายใต้เครื่องหมายการค้าที่รู้จักอย่างดี อาทิ เช่น กระดาษชำระคลีเน็กซ์(Kleenex) สก็อตต์(Scott) ผ้าอ้อมสำเร็จรูปฮักกี้ส์(Huggies) และผ้าอนามัยโกเต็กซ์(Kotex) ซึ่งเป็นสินค้าชั้นนำที่ครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่อันดับ 1 หรือ 2 จนกว่า 80 ประเทศทั่วโลก วางจำหน่ายมากกว่า 150 ประเทศ มีโรงงานผลิตอยู่ใน 36 ประเทศ และประเทศไทยก็คือหนึ่งในฐานการผลิตถึงสามโรงงานด้วยกัน

ความสัมพันธ์กับอิสราเอล

ในปี 1998 นาย Robert P.Van Der Merwe ประธานบริษัทึิมเบอรี่ย์ คล๊าค ยุโรป ได้รางวัล "จูบะลี อวอร์ด" จากนายเนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งเป็นรางวัลทรงเกียรติสูงสุดที่เอสราเอลมอบให้กับบุคคลและองค์กรที่ที่ก่อประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของอิสราเอล

นอกจากนี้ บริษัทคิมเบอรี่ย์ คล๊าค ยังได้เข้าลงทุนโดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ (50.1%) ในบริษัท Hogla Kimberly ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในด้านสินค้าอุปโภคบริโภคใรอิสราเอล ที่เหลือ 49.9 ถือหุ้รโดยบริษัท Anerican israeli paper mills Group

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.inminds.co.uk/boycott-kimberly-clark.html
www.kimberly-clark.com/investors/annual_reports.aspx

ทิมเบอร์แลนด์ (Timberland)


ทิมเบอร์แลนด์ (Timberland) บริษัทสัญชาติอเมริกัน เป็นผู้นำระดับโลกในด้านการออกแบบ วิศวกรรมและการจำหน่ายสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกายทั้งชายและหญิง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต หมวก รองเท้า ถุงเท้า รวมทั้งครื่องประดับต่างๆ เช่น นาฬิกา แว่นตา เข็มขัด เป็นต้น

บริษัททิมเบอร์แลนด์ก่อตั้งเมื่อปี 1952 โดยนายนาธาน สวอร์ตช์ ชาวยิวผู้มีอาชีพช่างทำรองเท้าที่เมืองบอสตัน รัฐแมตซาชูเซตส์ ปัจจุบันมีนายซิดนีย์ ดับเบิลยู สวอร์ตช์ ดำรงตำแหน่งประธานบริหารของบริษัท และนายเจฟฟรี่ สวอร์ตช์ เป็นประธานคณะกรรมการระดับสูง(ซีอีโอ) ตั้งแต่ปี 1998 ทั้งนี้ นายเจฟฟรี่เป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในการสนับสนุนการอพยพชาวยิวเข้าสู่ปาเลสไตน์และถึงแม้ว่าทิมเบอร์แลนด์จะมีบริษัทในเครือมากมายแต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ยังเป็นคนในตระกูลสวอร์ตช์ บริษัทเครื่องแต่งกายทิมเบอร์แลนด์ได้แก่ ทิมเบอร์แลนด์โปร, โฮวี่ส์ , ไอแพท และสมาร์ทวูล

CEO ทิมเบอร์แลนด์กับการสนับสนุนอิสราเอล

เมื่อเมษายนปี ค.ศ.2002 หลังจากเหตุการณ์สังหารผู้บริสุทธ์ที่เมืองญินีน ทางตอนเหนือของเวสต์แบงค์ เจฟฟรี่ สวอร์ตช์ได้แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างเขากับชาวยิว ด้วยการไปเยือนอิสราเอลและช่วยหาหนทางที่ดีที่สุดที่อิสราเอลจะโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ได้การยอมรับจากสื่อในอเมริกา ในการสัมภาษณ์ซึ่งเขาได้แสดงตัวชัดเจนว่าพูดในฐานะซีอีโอของทิมเบอร์แลนด์ สวอร์ตช์แนะนำให้ส่งกองกำลังอิสราเอล 100 นาย ที่มีส่วนการสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์ครั้งล่าสุดที่ญินีนไปยังสหรัฐอเมริกา ในฐานะตัวแทนที่อิสราเอลให้คำรับรองว่าพวกเขาเป็นคนธรรมดาทั่วไปที่สหรัฐสามารถเกี่ยวข้องด้วยได้ ซีอีโอของทิมเบอร์แลนด์ผู้นี้ยังได้แสดงความปรารถนาที่จะให้มีการรณรงค์การระดมพลทหารอเมริกันเชื้อสายยิว 100,000 นาย เพื่อที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง และเชิญชวนให้เขียนเชคงินสดเพื่อช่วยเหลืออิสราเอล และนำทหารอเมริกันเชื้อสายยิว 25,000 นายเข้าไปยังอิสราเอลในช่วงปลายฤดูร้อน รวมทั้งรณรงค์ให้ช่วยเหลืออิสราเอลจากภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ

สตาร์บัค (Starbucks)



สตาร์บัคส์ (Starbucks) ร้านจำหน่ายกาแฟอันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกา มีสาขามากกว่า 16,635 แห่งทั่วโลก ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1971 ในซีแอตเติล โดยคอกาแฟสามคนคือนายซิฟ ซีเกิล (Ziv Siegle) เชื้อสายยิว นายกอร์ดอน โบเคอร์ (Gordon Bowker) และนายเจอรี บัลด์วิน (Jerry Baldwin) ต่อมาในปี 1982 โฮเวิร์ด ชูลทส์ (Howard Schultz) ซึ่งก็เป็นชาวยิวเช่นกัน ได้เข้ามาร่วมงานกับสตาร์บัคส์ โดยบริหารงานด้านการตลาด และค้าปลีก ปัจจุบันโฮวาร์ด ชูลทส์ ได้รับตำแหน่งเป็นซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ นอกจากนี้สตาร์บัคส์ยังมีบริษัทในเครือได้แก่บริษัทจำหน่ายชา "ทาโซ" (Tazo) เฮียร์ มิวสิค" (Hear Music) ซีแอตเติล เบสท์ คอฟฟี่" (Seattle's Best Coffee) น้ำดื่มบริสุทธิ์ อีธอส วอเตอร์ (Ethos Water) และ กาแฟ Torrefazione Italia

สตาร์บัคส์กับการสนับสนุนอิสราเอล

ในปี 1998 โฮวาร์ด ชูลทส์ ได้รับเกียรติจากกองทุนเยรูซาเล็มของนายอัยช์ ฮาเตารอต เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี ประเทศอิสราเอล แด่เพื่อนผู้ให้การเอื้อเฟื้อสนับสนุนชาวยิว ซึ่งนายโฮวาร์ด ชูลทส์ ผู้นี้ถือเป็นตัวจักรสำคัญในการสนับสนุนความใกล้ชิดระหว่างอเมริกาและอิสราเอล สิ่งที่เขาทำถือเป็นเกียรติอย่างสูงโดยได้รับการเชิดชูความดีงามนี้ผ่านการโฆษณาโดยกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล นายชูลทส์ยังเคยกล่าวปราศรัย ประณามชาวปาเลสไตน์ และเรียกร้องให้ผู้คนทั้งหลายเห็นใจและอยู่เคียงข้างอิสราเอล

แม็คโดนัลด์ (Mcdonald's)



แมคโดนัลด์ (Mcdonald’s) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1948 โดยพี่น้องดิ๊กและแมคโดนัลด์เปิดเป็นร้านแฮมเบอร์เกอร์ชื่อว่า "แมคโดนัลด์" ในซานเบอร์นาดิโน ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในรัฐแคลิฟอร์เนีย

แต่คนที่ทาให้แมคโดนัลด์กลายเป็น “แมคโดนัลด์” อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่สองพี่น้องตระกูลแมคโดนัลด์ แต่เป็น นายเรย์มอนด์ อัลเบิร์ด คร็อก (Raymond "Ray" Albert Kroc ) ชาวอเมริกันเชื้อสายเช็ก ผู้มาร่วมกิจการกับสองพี่น้องคู่นี้ในภายหลัง และจากนั้นก็ซื้อกิจการร้านแมคโดนัลด์มาบริหารต่อ แล้วเขาก็ได้พัฒนาร้านแมคโดนัลด์จนกลายเป็นเครือข่ายธุรกิจอาหารจานด่วนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกจนกระทั่งปัจจุบัน

ปัจจุบันแมคโดนัลด์มีสาขากว่า 31,000 สาขาใน 121 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ให้บริการลูกค้ามากกว่า 50 ล้านคนต่อวัน อาหารหลักที่ขายทั่วไปคือ แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟราย ไก่ทอด สลัด ชุดอาหารเช้า ชุดอาหารสำหรับเด็ก และของหวานอีกหลายชนิด เช่น ไอศกรีม เป็นต้น แมคโดนัลด์กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมอเมริกันและทุนนิยม การเปิดสาขาของร้านแมคโดนัลด์ในประเทศต่างๆ มักถูกมองเป็นการบุกรุกของวัฒนธรรมอเมริกัน นอกจากนี้อาหารของแมคโดนัลด์ยังได้รับการวิจารณ์ในเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพอีกด้วย

สายสัมพันธ์ระหว่างยิวกับแม็คโดนัลด์

จากเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์แห่งชิคาโก้ได้แสดงให้เห็นว่า บริษัทแมคโดนัลด์คือหุ้นส่วนใหญ่ของ กองทุนสหภาพชาวยิว ( The Jewish United Fund ) โดยกองทุนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลทหารอเมริกัน และเอื้อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งคอยให้ความช่วยเหลือด้านการทูตกับประเทศอิสราเอล ตลอดจนเฝ้าติดตามการเสนอข่าวเกี่ยวกับประเทศอิสราเอลของสื่อมวลชน

โค้ก และเครื่องดื่มในเครือโคคาโคล่า


ทำไมเราต้องบอตคอตโคคาโคล่าด้วย?

เป็นที่ทราบกันดีว่าโคคาโคล่านั้นสนับสนุนการก่อตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นตั้งแต่ปี 1966 แล้ว หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาไม่นานมานี้เป็นหลักฐานยืนยันได้ดี

+ ในปี 1997 รัฐบาลอิสราเอลได้กล่าวสรรเสริญโคคาโคล่าที่ให้การสนับสนุนอิสราเอลมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา และสำหรับการที่โคคาโคล่าปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับสันนิบาตอาหรับในการบอยคอตอิสราเอล

+ 11 ตุลาคม 2001 โคคาโคล่าเป็นเจ้าภาพและเป็นผู้สนับสนุนหลักในงาน American-Israel Chamber of Commerce Eagle Star Awards Gala

+ กุมภาพันธ์ 2002 โคคาโคล่าร่วมมือกับ "Friends of Israel" และ National Hillel เพื่อให้การสนับสนุนการบรรยายของ Linda Gradstein ผู้สื่อข่าวไซออนนิสต์ การบรรยายนี้เกิดขึ้นที่ University of Minnesota

+ กรกฎาคม 2002 มีการประกาศว่าโคคาโคล่าจะสร้างโรงงานบนที่ดินที่ขโมยมาจากแผ่นดินปาเลสไตน์บริเวณ Kiryat Gat โรงงานแห่งนี้จะจ้างแรงงานชาวอิสราเอลจำนวน 700 คน ประชาชนชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ถูกไล่ออกจากพื้นที่ในปี 1949

+ ตุลาคม 2005 โคคาโคล่าเพิ่มการลงทุนในอิสราเอลด้วยการซื้อหุ้นของบริษัท Tavor Winery 51% ซึ่งเป็นบริษัทของอิสราเอลที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่อิสราเอลยึดครองมาจากปาเลสไตน์บริเวณตีนเขา Tavor
การที่โคคาโคล่าสนับสนุนอิสราเอลถือเป็นการสนับสนุนการอธรรมต่อชาวปาเลสไตน์ ด้วยเหตุนี้ โคคาโคล่าจึงเป็นหนึ่งในบริษัทที่เราต้องทำการบอยคอต

สินค้าอื่นๆ จากบริษัทโคคาโคล่าได้แก่ แฟนต้า สไปร์ท ชเว็ปส์ ซีนคิสต์ ฯลฯ