แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริโภค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริโภค แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ (Marks & Spencer)


มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ ( Marks and Spencer ) บริษัทที่ทรงพลังมากที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ อายุกว่า 125 ปี มีสาขามากกว่า 900 สาขาทั่วโลก คนไทยส่วนใหญ่รู้จักแบรนด์นี้ในผลิตภัณฑ์ประเภทเสื้อผ้า, ชุดชั้นใน,รองเท้า,เครื่องสำอาง,อาหารและขนมขบเคียวสไตล์อังกฤษ ฯลฯ

ตำนานของ มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ หรือที่รู้จักอีกชื่อว่า เอ็มแอนด์เอส เริ่มตั้งแต่ปี 1884 เกิดขึ้นจากการร่วมหุ้นกันระหว่าง ไมเคิล มาร์ค ซึ่งเป็นชาวยิวโปแลนด์เชื้อสายรัสเซียที่อพยพมายังอังกฤษ และทอม สเปนเซอร์ ก่อเกิดเป็นตำนานมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ กระทั่งทั้งสองเสียชีวิตลง ทายาทจึงเข้าดำเนินกิจการแทน โดย ไซมอน มาร์ค ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทแทนบิดา และเริ่มขยายกิจการเข้าสู่ลอนดอน จนกลายเป็นร้านค้าขนาดใหญ่และแผ่อาณาเขตไปทั่วอังกฤษ ก่อนที่จะขยายวงกว้างไปยังทวีปยุโรปและกระจายสาขาไปทั่วโลกในเวลาต่อมา

ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอล

นอกจากบริษัทมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ จะจำหน่ายสินค้าในอิสราเอลบนพื้นที่ที่ยิวยึดครองไปจากมุสลิมแล้ว ยังมีหลักฐานจากหนังสือของบริษัทมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ว่า บริษัทนี้มีความเชื่อมโยงกับไซออนิสต์โดยลอร์ด มาร์คัส เซียฟ ซึ่งเป็นยิวประธานของบริษัทได้ระบุไว้ว่า “วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของบริษัทก็คือช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของอิสราเอล” ทั้งนี้เนื่องจากเซียฟมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับผู้นำไซออนิสต์อย่างไชม์ ไวซแมนน์ เป็นอย่างมาก และเชียฟเองก็เคยเข้าร่วมกับกองทัพอิสราเอล ทั้งยังช่วยประสานงานให้บริษัทมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์สนับสนุนอิสราเอล

ในปี 1998 มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ ได้รับรางวัล “จูบะลี อวอร์ด” จากนาย เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดที่ทางการอิสราเอลมอบให้กับบรรดาบุคคลและองค์กรที่เสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับอิสราเอล

ปี 2000 มีรายงานว่ามาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์สนับสนุนทางด้านการค้ากับอิสราเอลประมาณ 233 ล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปี และเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศอังกฤษเคยยกย่องบริษัทมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ว่าเป็นบริษัทที่สนับสนุนประเทศอิสราเอล


แหล่งข้อมูลอ้างอิง http://www.inminds.co.uk/boycott-marks-and-spencer.html
http://www.themodernreligion.com/jihad/m-s.html 
http://en.wikipedia.org/wiki/Marcus_Sieff,_Baron_Sieff_of_Brimpton

ที่มา สารมุสลีมะฮ

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สตาร์บัค (Starbucks)



สตาร์บัคส์ (Starbucks) ร้านจำหน่ายกาแฟอันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกา มีสาขามากกว่า 16,635 แห่งทั่วโลก ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1971 ในซีแอตเติล โดยคอกาแฟสามคนคือนายซิฟ ซีเกิล (Ziv Siegle) เชื้อสายยิว นายกอร์ดอน โบเคอร์ (Gordon Bowker) และนายเจอรี บัลด์วิน (Jerry Baldwin) ต่อมาในปี 1982 โฮเวิร์ด ชูลทส์ (Howard Schultz) ซึ่งก็เป็นชาวยิวเช่นกัน ได้เข้ามาร่วมงานกับสตาร์บัคส์ โดยบริหารงานด้านการตลาด และค้าปลีก ปัจจุบันโฮวาร์ด ชูลทส์ ได้รับตำแหน่งเป็นซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ นอกจากนี้สตาร์บัคส์ยังมีบริษัทในเครือได้แก่บริษัทจำหน่ายชา "ทาโซ" (Tazo) เฮียร์ มิวสิค" (Hear Music) ซีแอตเติล เบสท์ คอฟฟี่" (Seattle's Best Coffee) น้ำดื่มบริสุทธิ์ อีธอส วอเตอร์ (Ethos Water) และ กาแฟ Torrefazione Italia

สตาร์บัคส์กับการสนับสนุนอิสราเอล

ในปี 1998 โฮวาร์ด ชูลทส์ ได้รับเกียรติจากกองทุนเยรูซาเล็มของนายอัยช์ ฮาเตารอต เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี ประเทศอิสราเอล แด่เพื่อนผู้ให้การเอื้อเฟื้อสนับสนุนชาวยิว ซึ่งนายโฮวาร์ด ชูลทส์ ผู้นี้ถือเป็นตัวจักรสำคัญในการสนับสนุนความใกล้ชิดระหว่างอเมริกาและอิสราเอล สิ่งที่เขาทำถือเป็นเกียรติอย่างสูงโดยได้รับการเชิดชูความดีงามนี้ผ่านการโฆษณาโดยกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล นายชูลทส์ยังเคยกล่าวปราศรัย ประณามชาวปาเลสไตน์ และเรียกร้องให้ผู้คนทั้งหลายเห็นใจและอยู่เคียงข้างอิสราเอล

แม็คโดนัลด์ (Mcdonald's)



แมคโดนัลด์ (Mcdonald’s) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1948 โดยพี่น้องดิ๊กและแมคโดนัลด์เปิดเป็นร้านแฮมเบอร์เกอร์ชื่อว่า "แมคโดนัลด์" ในซานเบอร์นาดิโน ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในรัฐแคลิฟอร์เนีย

แต่คนที่ทาให้แมคโดนัลด์กลายเป็น “แมคโดนัลด์” อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่สองพี่น้องตระกูลแมคโดนัลด์ แต่เป็น นายเรย์มอนด์ อัลเบิร์ด คร็อก (Raymond "Ray" Albert Kroc ) ชาวอเมริกันเชื้อสายเช็ก ผู้มาร่วมกิจการกับสองพี่น้องคู่นี้ในภายหลัง และจากนั้นก็ซื้อกิจการร้านแมคโดนัลด์มาบริหารต่อ แล้วเขาก็ได้พัฒนาร้านแมคโดนัลด์จนกลายเป็นเครือข่ายธุรกิจอาหารจานด่วนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกจนกระทั่งปัจจุบัน

ปัจจุบันแมคโดนัลด์มีสาขากว่า 31,000 สาขาใน 121 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ให้บริการลูกค้ามากกว่า 50 ล้านคนต่อวัน อาหารหลักที่ขายทั่วไปคือ แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟราย ไก่ทอด สลัด ชุดอาหารเช้า ชุดอาหารสำหรับเด็ก และของหวานอีกหลายชนิด เช่น ไอศกรีม เป็นต้น แมคโดนัลด์กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมอเมริกันและทุนนิยม การเปิดสาขาของร้านแมคโดนัลด์ในประเทศต่างๆ มักถูกมองเป็นการบุกรุกของวัฒนธรรมอเมริกัน นอกจากนี้อาหารของแมคโดนัลด์ยังได้รับการวิจารณ์ในเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพอีกด้วย

สายสัมพันธ์ระหว่างยิวกับแม็คโดนัลด์

จากเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์แห่งชิคาโก้ได้แสดงให้เห็นว่า บริษัทแมคโดนัลด์คือหุ้นส่วนใหญ่ของ กองทุนสหภาพชาวยิว ( The Jewish United Fund ) โดยกองทุนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลทหารอเมริกัน และเอื้อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งคอยให้ความช่วยเหลือด้านการทูตกับประเทศอิสราเอล ตลอดจนเฝ้าติดตามการเสนอข่าวเกี่ยวกับประเทศอิสราเอลของสื่อมวลชน

โค้ก และเครื่องดื่มในเครือโคคาโคล่า


ทำไมเราต้องบอตคอตโคคาโคล่าด้วย?

เป็นที่ทราบกันดีว่าโคคาโคล่านั้นสนับสนุนการก่อตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นตั้งแต่ปี 1966 แล้ว หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาไม่นานมานี้เป็นหลักฐานยืนยันได้ดี

+ ในปี 1997 รัฐบาลอิสราเอลได้กล่าวสรรเสริญโคคาโคล่าที่ให้การสนับสนุนอิสราเอลมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา และสำหรับการที่โคคาโคล่าปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับสันนิบาตอาหรับในการบอยคอตอิสราเอล

+ 11 ตุลาคม 2001 โคคาโคล่าเป็นเจ้าภาพและเป็นผู้สนับสนุนหลักในงาน American-Israel Chamber of Commerce Eagle Star Awards Gala

+ กุมภาพันธ์ 2002 โคคาโคล่าร่วมมือกับ "Friends of Israel" และ National Hillel เพื่อให้การสนับสนุนการบรรยายของ Linda Gradstein ผู้สื่อข่าวไซออนนิสต์ การบรรยายนี้เกิดขึ้นที่ University of Minnesota

+ กรกฎาคม 2002 มีการประกาศว่าโคคาโคล่าจะสร้างโรงงานบนที่ดินที่ขโมยมาจากแผ่นดินปาเลสไตน์บริเวณ Kiryat Gat โรงงานแห่งนี้จะจ้างแรงงานชาวอิสราเอลจำนวน 700 คน ประชาชนชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ถูกไล่ออกจากพื้นที่ในปี 1949

+ ตุลาคม 2005 โคคาโคล่าเพิ่มการลงทุนในอิสราเอลด้วยการซื้อหุ้นของบริษัท Tavor Winery 51% ซึ่งเป็นบริษัทของอิสราเอลที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่อิสราเอลยึดครองมาจากปาเลสไตน์บริเวณตีนเขา Tavor
การที่โคคาโคล่าสนับสนุนอิสราเอลถือเป็นการสนับสนุนการอธรรมต่อชาวปาเลสไตน์ ด้วยเหตุนี้ โคคาโคล่าจึงเป็นหนึ่งในบริษัทที่เราต้องทำการบอยคอต

สินค้าอื่นๆ จากบริษัทโคคาโคล่าได้แก่ แฟนต้า สไปร์ท ชเว็ปส์ ซีนคิสต์ ฯลฯ



วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เนสท์เล่ (Nestle)

  

เนสท์เล่ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1867 โดยนักเคมีชาวเยอรมันชื่ออองรี เนสท์เล่ (Henri Nestle) สัญลักษณ์ของเนสท์เล่ซึ่งเป็นรูปแม่นกและลูกนกในรังได้มาจากตราประจำตระกูลของผู้ก่อตั้ง โดยคำว่าเนสท์เล่ในภาษาเยอรมันหมายถึงรังนกเล็กๆ แม้ว่าจะเริ่มต้นธุรกิจด้วยการผลิตอาหารประเภทนมและอาหารเสริมสำหรับเด็ก ทว่าในเวลาต่อมาเนสท์เล่ได้ขยายการผลิตสู่ผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ อีกมากมายอาทิ เครื่องดื่มชนิดผง เครื่องปรุงรสอาหาร ผลิตภัณฑ์แช่เย็น และผลิตภัณฑ์แช่แข็ง ไอศกรีม น้ำแร่ และอาหารเพื่อสัตว์เลี้ยง เป็นต้น ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ของเนสท์เล่ตั้งอยู่ที่เมือง เวเวย์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีโรงงานผลิต 480 แห่งใน 86 ประเทศมีศูนย์วิจัยหลัก 1 แห่งอยู่ที่เมืองโลซานน์และเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อีก 23 แห่งใน 4 ทวีป

เนสท์เล่กับการลงทุนในอิสราเอล

เนสท์เล่เริ่มการลงทุนในอิสราเอล เมื่อปี 1995 โดยการซื้อหุ้นส่วน 10% ของบริษัทผลิตอาหารโอเซ็ม ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาหารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆของอิสราเอล สองปีต่อมาเนสท์เล่เพิ่มหุ้นเป็น 50.1% ด้วยเงินทุน 140 ล้านเหรียญ และในปี 1998 ตัวแทนของบริษัทเนสท์เล่ก็ขึ้นรับรางวัล ‘จูบะลี อวอร์ด’ จากนายกรัฐมนตรีอิสราเอล อันเป็นรางวัลสูงสุดที่ประเทศอิสราเอลจะให้แก่องค์กรหรือบริษัทต่างชาติที่ก่อผลประโยชน์มหาศาลให้แก่เศรษฐกิจอิสราเอล

กลุ่มบริษัท ดาน่อน (Danone)


กลุ่มบริษัทดาน่อน ยักษ์ใหญ่ผลิตภัณฑ์อาหารนมของโลก สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญในเรื่องโยเกิร์ตระดับโลกที่มีส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างมาก สำหรับประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ที่คุ้นตาผู้บริโภคในเครือดาน่อนประเภทโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวจะอยู่ภายใต้ชื่อ “แอคทีเวีย” แต่บริษัทดาน่อนนั้นไม่ได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตเองในเมืองไทย ดาน่อนได้จ้างบริษัทดัชมิลล์ให้ผลิตแทน นอกจากนี้กลุ่มบริษัทดาน่อนยังมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จัก อาทิเช่น น้ำแร่เอเวียง(Evian) ,น้ำแร่วอลวิก (Volvic) เป็นต้น

ความสัมพันธ์กับอิสราเอล
ในปี 1998 นาย Franck Riboud ตัวแทนบริษัทดาน่อนได้รับรางวัล “จูบะลี อวอร์ด” จากนาย เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดที่อิสราเอลมอบให้กับบรรดาบุคคลและองค์กรที่ก่อประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของอิสราเอล นอกจากนี้ ในปีเดียวกันบริษัทดาน่อนยังได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้นที่อิสราเอลอีกด้วย
  

แหล่งอ้างอิง : http://www.inminds.co.uk/boycott-danone.html

ซ่าร่า ลี (Sara Lee)


ซาร่า ลี ( Sara Lee) เป็น บริษัทสัญชาติอเมริกา จำหน่ายสินค้าครอบคลุมประมาณ 200 ประเทศทั่วโลก และบริษัทข้ามชาติรายนี้อยู่ในเมืองไทยมากว่า 20 ปี เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค อันได้แก่ กาแฟมอคโคน่า (Moccona) ผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาเครื่องหนังกีวี (Kiwi) น้ำยาทำความสะอาดพื้นกีวี คลีน (Kiwi Kleen) น้ำหอมปรับอากาศแอมบิเพอร์ (Ambi Pur) ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงริดเซ็คท์ (Ridsect) ชาพิควิค (Pickwick) เป็นต้น

และเช่นเคยบริษัทอเมริกาที่เราต้องบอยคอตแห่งนี้ ไม่พลาดที่จะเคยได้รับรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดที่อิสราเอลมอบให้กับบรรดา บุคคลและองค์กรที่ก่อประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของอิสราเอล โดยในปี 1998 นาย Lucien Nessim ตัวแทนบริษัทซาร่า ลี ได้รับรางวัล “จูบะลี อวอร์ด” จากนาย เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ณ เวลานั้น

ดังกิ้นโดนัท : บอยคอต & ต้องสงสัย


บอยคอต
ดังกิ้นโดนัท (DUNKIN’ DONUTS) ร้านจำหน่ายโดนัท แฟนซีโดนัท คุ้กกี้ มันช์กินส์ มัฟฟิน แซนด์วิช และเครื่องดื่ม เจ้าของลิขสิทธิ์คือ ดังกิ้น โดนัท คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งขึ้น เมื่อปี ค.ศ.1951 โดยนายวิลเลียม โรเซนเบิร์ก ปัจจุบันมีร้านมากกว่า 8,800 แห่งทั่วโลก

นอกจากจะเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันแล้ว ดังกิ้นโดนัทยังได้ให้ความช่วยเหลือทหารอเมริกาและครอบครัว โดยเป็นผู้สนับสนุนให้กับองค์กร “บ้านสำหรับกองทัพของเรา” (Homes for Our Troops) ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี2004 เพื่อช่วยเหลือทหารผ่านศึกอเมริกาที่ได้รับบาดเจ็บจากสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน โดยดังกิ้นโดนัทถือว่าทหารเหล่านั้นคือผู้เสียสละให้กับประเทศชาติ และเมื่อไม่นานมานี้ดังกิ้นโดนัท ได้จัดกิจกรรมวันกาแฟเย็น (Iced Coffee Day) ขึ้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2009 ในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนมาซื้อกาแฟเย็น ทั้งนี้เพื่อที่จะได้บริจาคผลกำไร 5 เซนต์ ต่อแก้วให้กับองค์กรดังกล่าว

ต้องสงสัย
ร้านดังกิ้น โดนัท นอกจากจะขายสินค้าที่ไม่หะล้าลปนอยู่ด้วย เช่น แซนด์วิชแฮม แล้ว ยังได้รับการเตือนถึงส่วนประกอบที่อาจไม่หะล้าล โดยเวบไซต์ของกลุ่มผู้บริโภคมุสลิม (Muslim Consumer Group: MCG) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเตือนถึงส่วนประกอบที่ต้องสงสัยว่า ดังกิ้นโดนัทหลายรายการมีส่วนประกอบของแอล-ซีสเตอีน (L-Cysteine) ซึ่งอาจสกัดมาจากแหล่งที่ไม่หะล้าล คือขนเป็ด ขนไก่ รวมถึงเส้นผมของมนุษย์ด้วย ทั้งนี้แอล-ซีสเตอีนที่ใช้ในอเมริกาส่วนมากผลิตจากเส้นผมคนเนื่องจากมีราคาถูก 

บาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์ และ ฮาเก้น-ดาส (Häagen-Dazs)



บาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์ (Baskin-Robbins) เป็นไอศกรีมชื่อดังจากประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อกำเนิดโดยอดีตนายทหารเชื้อสายยิวสองนาย คือนายเออร์ไวน์ ร็อบบิ้นส์ (Irv Robbins) กับนายเบิร์ท บาสกิ้น (Burt Baskin) ผู้เป็นพี่เขย และนายเบิร์ทเองยังเป็นสมาชิกของสถาบันภราดรภาพชาวยิว ซีต้า เบต้า ทาว ( Zeta Beta Tau Fraternity) ซึ่งก่อตั้งโดยยิวไซออนิสต์ โดยองค์กรนี้มีภารกิจในการอุปถัมภ์และพัฒนาศัพยภาพชาวยิวในด้านการเป็นผู้นำและการบริการสังคม
  
ทุกวันนี้ธุรกิจแฟรนไชส์บาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์ อยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทดังกิ้นแบรนด์ ปัจจุบันบาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์มีจำนวนกว่า 5,800 สาขาใน 34 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย นอกจากนี้ดังกิ้นแบรนด์ยังได้จัดตั้งมูลนิธิชุมชน “ดังกิ้นโดนัทและบาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์” ขึ้น โดยมูลนิธิดังกล่าวมีส่วนในการให้ความช่วยเหลือทหารอเมริกาและครอบครัว คือเป็นผู้สนับสนุนให้กับองค์กร “บ้านสำหรับกองทัพของเรา” (Homes for Our Troops) องค์กรนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2004 เพื่อช่วยเหลือทหารผ่านศึกอเมริกาที่ได้รับบาดเจ็บจากสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน มูลนิธินี้ถือว่าทหารเหล่านั้นคือฮีโร่ผู้เสียสละให้กับประเทศชาติ

ฮาเก้น-ดาส (Häagen-Dazs) ไอศครีมสัญชาติอเมริกาอีกเช่นกัน ออกจำหน่ายครั้งแรกในปี 1961 โดยสองสามีภรรยาชาวยิวคือรูเบ็น แมททุส (Reuben Mattus) และ โรส ที่อพยพจากโปแลนด์มาอยู่ที่บรูคลิน รูเบ็น แมททุสผู้ที่เกิดมาในครอบครัวธุรกิจทำไอศครีมโฮมเมด เมื่อธุรกิจเติบโตมากแมททุสจึงตัดสินใจจัดตั้งบริษัท “ฮาเก้น-ดาส” ขึ้น หลังจากนั้นลูกสาวของเขาก็ได้เปิดร้านฮาเก้น-ดาสจนได้รับความนิยมขยายร้านข้ามประเทศ ปัจจุบันฮาเก้น-ดาสถูกถือครองโดยบริษัทเจนเนอรัล มิลส์ สหรัฐอเมริกา มีจำหน่ายอยู่ 54 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยธุรกิจของไอศกรีมฮาเก้น-ดาสมีลักษณะเป็นธุรกิจร่วมทุน ระหว่างบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) และบริษัทเจนเนอรัล มิลส์ ในสัดส่วน 51% และ 49% ตามลำดับ

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บอยคอตอินทผลัมอิสราเอล(ยิว)

ชุมชนชาวอิสราเอลก่อตั้งขึ้นจากการขโมยดินแดนของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เกือบครึ่งหนึ่งของดินแดนในหุบเขาจอร์แดนจะปลูกต้นอินทผาลัม  ซึ่งอินทผาลัมเหล่านั้นเป็นผลิตผลสำคัญที่ทำให้เศษฐกิจของอิสราเอลเจริญเติบโต   ในปี 2005 อินทผาลัมถือเป็นผลไม้ส่งออกหลักของอิสราเอล   โดยส่งออกถึงร้อยละ 80  และส่วนใหญ่ของ อินทผาลัมถูกส่งออกไปยังยุโรปซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 10% ดังนั้นถ้าคุณจะต่อต้านการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอล ก็ต้องต่อต้านอินทผาลัมเหล่านั้นด้วย
  



การหาผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม
การเก็บผลอินทผาลัมเป็นงานหนักแต่นายจ้างชาวอิสราเอลจะให้ค่าจ้างแก่ชาวปาเลสไตน์เพียงน้อยนิดเท่านั้น  ระหว่างฤดูกาลตัดแต่งกิ่งอินทผาลัม  ในตอนตี 5 คนงานก็จะถูกหย่อนจากรถเครนลงบนต้นปาล์ม ซึ่งมีความสูงถึง 12 เมตร เทียบเท่ากับตึก 4 ชั้น  และพวกเขายังต้องอยู่บนต้นอินผาลัมที่แกว่งไปตามแรงลมนานถึง 8  ชั่วโมง โดยไม่มีแม้เวลาพักเข้าห้องน้ำ จนกว่ารถเครนจะมารับลงตอนหมดเวลางาน คนงานต้องเกาะติดอยู่บนต้นอินทผาลัมด้วยแขนเพียงข้างเดียว   ถ้าหากพวกเขาบ่นหรือร่วงลงไป  พวกเขาก็จะต้องตกงาน

การใช้แรงงานเด็ก
ชาวอิสราเอลชอบที่จะจ้างแรงงานเด็ก เพราะเด็กๆจะปีนต้นไม้ได้เร็ว ถึงแม้ว่าจะเป็นที่อนุญาตของทางการ แต่เด็กๆก็จะถูกทำกดขี่และถูกคดโกงได้อย่างง่าย  ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ที่ยากจนจะถูกชักจูงให้ลูกๆของพวกเขาออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงานแลกกับเงินเพียงเล็กน้อย